วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ก่อนวันวาเลนไทน์

ประเพณีที่ไทยเรารับมาจากฝรั่ง นอกเหนือจากปีใหม่และคริสต์มาสแล้ว ก็เห็นจะเป็นฮาโลวีนกับวาเลนไทน์ โดยฮาโลวีนนั้น มาจากความเชื่อของชาวพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ซึ่งถือวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นคืนวันที่ 31 ตุลาคม จึงเป็นเวลาที่ประตูนรกถูกเปิดเพื่อให้ปีศาจของผู้ที่เสียชีวิตในปีนั้นออกแสวงหาร่างเพื่อสิงสู่ อันจะทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ดังนั้นชาวบ้านจึงหาทางป้องกันเหล่าปีศาจด้วยการดับไฟและไม่ติดไฟเตาผิงเพื่อให้บ้าน

มืดและหนาวเย็น (เหมือนในนรก) แต่งเนื้อแต่งตัวให้ปีศาจคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน หรือทำเสียงอึกทึกเพื่อให้ปีศาจตกใจ ต่อมาสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องที่สนุกสนานและนิยมกันในประเทศที่สืบเชื่อสายมาจากอังกฤษ เช่นสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

สำหรับวันวาเลนไทน์นั้น มีความเป็นมาตามที่เล่าขานหลายเรื่องด้วยกัน แต่ที่นิยมมากที่สุดได้แก่เรื่องของนักบุญวาเลนตินัสหรือวาเลนไทน์ ซึ่งถูกจักรพรรดิ์เคลาดิอัส ที่ 2 ประหารชีวิตในความผิดฐานขัดพระบรมราชโองการที่ห้ามมิให้ประกอบพิธีสมรส เนื่องจากจักรพรรดิ์มีความเชื่อว่าทหารที่ยังไม่แต่งงานจะมีความสามารถในการรบและความกล้าหาญสูงกว่าทหารที่มีครอบครัวแล้ว แต่วาเลนไทน์กลับเห็นว่าความรักมีความสำคัญกว่าสิ่งอื่น และแอบประกอบพิธีสมรสให้หนุ่มสาวไปหลายคู่ ดังนั้นวาเลนไทน์จึงถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.220 และต่อมาวาเลนไทน์ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ ทำให้หนุ่มสาวถือเอาวันเสียชีวิตของนักบุญวาเลนไทน์เป็นวันที่แสดงถึงความรักที่มีต่อกัน ด้วยการมอบของขวัญ ดอกไม้ หรือขนม แทนความในใจย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1969 วาติกันได้ประกาศยกเลิกวันเซนต์วาเลนไทน์ออกจากปฏิทินทางศาสนา เนื่องจากตรวจสอบไม่พบหลักฐานที่สามารถยืนยันเรื่องของนักบุญวาเลนไทน์ได้ แต่คนทั่วไปก็ยังถือว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรักอยู่เช่นเดิม

แม้ว่าวันฮาโลวีนจะมีกำเนิดที่น่ากลัว ขณะที่วันวาเลนไทน์มีกำเนิดจากความรักและการเสียสละ แต่ผู้ที่เป็นพ่อคนแม่คนในเวลานี้กลับกลัววันวาลนไทน์มากกว่าวันฮาโลวีนหลายเท่า ทั้งนี้ก็ด้วยค่านิยมในทางที่ผิดและการตีความตามใจตนของวัยรุ่นไทยในยุคนี้ ที่คิดว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันที่จะมอบกายพลีร่างแก่คนรัก หรือคิดว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรักรวมทั้งการมองข้ามความรู้สึกดี ๆ อันมีค่าที่เรียกว่า”รัก” ไปสู่เรื่องของตัณหาและกามารมณ์ อย่างน่าเสียดาย

มีคำถามที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นกับวันวาเลนไทน์อยู่ทุกปี และก็มีคำตอบที่เราได้ฟังกันประจำจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว แต่ลงท้ายก็เป็นเพียงแผ่นเสียงตกร่อง ที่ไม่ไปไหนไกลหรือมีอะไรใหม่ ๆ ที่ผิดแผกไปจากสิ่งเดิม ๆ ซึ่งที่สุดแล้วก็จบลงด้วยสถิติการเสียตัวในวันวาเลนไทน์ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ และความกังวลสำหรับวันวาเลนไทน์ปีหน้า

วันวาเลนไทน์ วันสงกรานต์ หรือวันลอยกระทง ล้วนเป็นธรรมเนียมและการปฏิบัติที่สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของสังคมได้ แต่ทั้งนี้จะต้องมีการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและการรณรงค์สร้างค่านิยมที่ดีงามอย่างต่อเนื่อง เช่นการที่หญิงสาวจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนไว้ให้ได้จนกว่าจะถึงคืนสมรส เพื่อเป็นปราการต้านกระแสและแรงยั่วยุต่าง ๆ รวมทั้งอารมณ์ชั่วแล่น

วันเว้นวัน วันนี้ ขอจบด้วยเพลง “จูบในใจ” ของสุนทราภรณ์ ที่ขึ้นต้นว่า

“รักไม่สำคัญที่จูบ ไล้ลูบเนื้อตัวกันก่อน เมตตา จงอย่าใจร้อน ถึงก่อนวิวาห์

ถึงแน่ แม้ใจเราอยู่ หมายคู่ภิรมย์ภายหน้า แต่วันยังอยู่นานช้า ขออย่ารุกราน...”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น